โปรแกรม Picasa

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การปกครองสมัยอยุธยา

          กรุงศรีอยุธยา เคยเป็นประเทศราชของกรุงสุโขทัยมาก่อน เมื่อสิ้นรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง ปรากฏว่าหัวเมืองมอญซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นได้ก่อการกบฏ กรุงสุโขทัยนั้นไม่สามารถปราบปรามได้ พระเจ้าอู่ทองทรงเห็นว่ากรุงสุโขทัยอ่อนอำนาจลง จึงประกาศอิสรภาพและทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนแปลงตามแบบขอม คือ แบบเทวสมมติ (Divine rights)
          ลักษณะสำคัญของการปกครองระบบเทวสมมติหรือเทวสิทธิ์นี้ มีข้อน่าสังเกตอยู่ 3 ประการ คือ
          1. รัฐเกิดโดยพระเจ้าบงการ
          2. พระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้ปกครองรัฐ
          3. ผู้ปกครองรัฐมีความรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว
          ระบบเทวสิทธิ์นี้ ถือคติการปกครองมาจากขอมและฮินดูโดยแบ่งแยกผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองออกจากกัน พระมหากษัตริย์ถูกยกย่องให้เป็นสมมุติเทพเช่นพระอิศวรหรือพระนารายณ์ การปกครองแบบเทวสิทธิ์ กระทำให้ชนชั้นปกครองกลายเป็นชนชั้นหนึ่งต่างหาก มีอภิสิทธิ์เสมือนเทพเจ้าตามคติของฮินดู ราษฎรกลายเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้ถูกปกครองอย่างแท้จริง สมบูรณาญาสิทธิราชถือกำเนิดมาจากระบบนี้และเป็นที่มาของลัทธิมูลนายกับบ่าวหรือทาส และระบบศักดินา"
          ลักษณะการปกครองสมัยโบราณนั้น มีเค้าเงื่อนปรากฏเป็นลักษณะการปกครอง 2 แบบ คือ แบบหนึ่งเป็นแบบขอมเข้ามาครอบครองถิ่นฐานประเทศอยู่เดิม ขอมมีการปกครองตามคติที่ได้มาจากอินเดีย ส่วนไทยปกครองอย่างแบบไทยเดิม ส่วนทางใต้ปกครองตามแบบขอมเพราะขอมยังมีอำนาจอยู่ในเมืองต่าง ๆ เช่น ละโว้และเมืองอื่น ทางใต้การปกครองของขอมและของไทยมีที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ถืออาญาสิทธิ์ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่ ต่างก็มีพระมหากษัตริย์ด้วยกันทั้งสองแบบแต่ของขอมนั้นถือลัทธิตามชาวอินเดีย คือสมมุติพระมหากษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ พระอิศวรหรือพระนารายณ์แบ่งภาคมาเลี้ยงโลกและอาศัยความเป็นเจ้าตำราการปกครองลักษณะการที่ขอมเข้าปกครองราษฎร จึงคล้ายกับนายปกครองบ่าว (Autocratic government) ส่วนการปกครองของไทยนั้น นับถือพระจ้าแผ่นดินเป็นบิดาของประชาชน วิธีการปกครองก็เอาลักษณะการปกครองของสกุลมาเป็นคติ และถือว่าบิดาเป็นผู้ปกครองครัวเรือน
          ต่อมาในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ทรงได้ปรับปรุงระบอบการปกครองใหม่ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้อำนวยการปกครองเรียกการปกครองแบบนี้ว่า การจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นราชธานีและเมืองพระยามหานครตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าราชธานีมีวงเขตแคบลงทั้งนี้ก็ด้วยมีความประสงค์ให้หัวเมืองชั้นในติดต่อกับราชธานีได้โดยสะดวก ส่วนหัวเมืองชั้นนอกอันเป็นเมืองพระยามหานครนั้นอยู่ห่างไกลออกไปจากราชธานี เมื่อการคมนาคมยังไม่เจริญ ก็ย่อมติดต่อกับราชธานีได้โดยมากราชการบริหารส่วนกลางไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างใกล้ชิด เมืองพระยามหานคร จึงเกือบไม่ขึ้นต่อราชการบริหารส่วนกลางเลย เจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองเหล่านั้นเป็นผู้แทนพระมหากษัตริย์และได้รับการมอบหมายให้ใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ ทั้งในทางการปกครอง และในทางตุลาการ
          เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองแล้วก็มีอำนาจที่จะปกครองเมืองได้อย่างเต็มที่ เกือบไม่ต้องขึ้นหรือคอยรับคำสั่งจากราชธานีด้วยเหตุนี้เมื่อพระมหากษัตริย์ใดทรงมีอานุภาพก็รักษาเอกภาพแห่งพระราชอาณาจักรไว้ได้อย่างเรียบร้อย แต่ถ้าพระมหากษัตริย์องค์ใดหย่อนอานุภาพลง เจ้าเมืองมักจะคิดตั้งตนเป็นอิสระทำให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาณาจักรไม่มั่นคง เหตุดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากราชการส่วนกลาง และราชการปกครองส่วนภูมิภาคไม่มีความสัมพันธ์กันเพียงพอ
          รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งได้ทรงปรับปรุงรูปแบบการปกครองขึ้นใหม่ โดยแยกการบริหารราชการออกเป็นฝ่ายพลเรือน และฝ่ายทหาร สำหรับฝ่ายพลเรือนรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทางด้านเวียง วัง คลัง นา มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกิจการเกี่ยวกับทหารและการป้องกันประเทศ เช่น กรมช้าง กรมม้าและกรมทหารราบ มีสมุหกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จึงมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของการจัดการปกครองประเทศการปกครองได้เป็นไปในทางเสริมสร้างสมบูรณาญาสิทธิราชเต็มที่ เพราะได้พวกพราหมณ์และพวกเจ้านาย ท้าวพระยามาจากกรุงกัมพูชา ซึ่งมีความชำนาญทางการปกครองอย่างถ้วนถี่ดีกว่าที่เคยรู้มาแต่ก่อนไว้
          ดังนั้นแนวความคิดเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันแห่งพระองค์ ก็คงจะต้องเข้มงวดกวดขันยิ่งกว่าแต่กาลก่อน คือถือว่าเป็นสมมติเทวราชเต็มรูปแบบสำหรับการปรับปรุงแก้ไขการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาค อันเป็นผลของการปฏิรูปดังกล่าวนั้นก็คือได้มีการขยายเขตราชธานี และหัวเมืองชั้นในออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพื่อที่จะได้รวมอำนาจการปกครองเข้าไว้ในส่วนกลางให้ราชการบริหารส่วนกลาง สามารถควบคุมส่วนภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้นและจัดหัวเมืองชั้นในอยู่ในวงของราชธานีเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา ส่วนหัวเมืองชั้นในพระมหากษัตริย์ทรงอำนวยการปกครองโดยมีเสนาบดีเป็นผู้ช่วย ฉะนั้นผู้ปกครองหัวเมืองชั้นในหรือเมืองชั้นจัตวาจึงเรียกว่า "ผู้รั้ง"ไม่ใช่เจ้าเมืองและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชั่วเวลา 3 ปี ส่วนกรมการอันเป็นพนักงานปกครองก็ขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของเจ้ากระทรวงต่างๆ ในราชธานี
          ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคปลีกย่อยออกไปอีก ซึ่งได้แก่การจัดระเบียบการปกครองภายในเมืองหนึ่งๆทั้งหัวเมืองชั้นนอกและชั้นใน หรือเรียกว่า ระเบียบการปกครองท้องที่ โดยแบ่งเมืองออกเป็นแขวง แขวงแบ่งออกเป็นตำบล ตำบล  แบ่งออกเป็นบ้าน ซึ่งเป็นที่รวมของหลาย ๆ ครัวเรือนแต่มิได้กำหนดจำนวนคน หรือจำนวนบ้านไว้การแบ่งเขตการปกครองตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีรูปร่างผิดแปลกไปกับการปกครองสมัยปัจจุบันมาก นักกฎหมายปกครองท้องที่ตราขึ้น ในสมัยหลังได้ร่างขึ้นโดยอาศัยรูปการปกครอง ซึ่งมีอยู่แต่เดิมเป็นหลักใหญ่และได้แก้ไขดัดแปลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
          การปกครองระบบเทวสิทธิ์นี้ ถ้าจะพิจารณาถึงผลสะท้อนที่เกิดกับการบริหารแล้ว จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในสมัยนั้น เมื่อมีการสถาปนาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพ ข้อเสียของระบบเทวสิทธิ์ก็ปรากฏขึ้นเช่นชนฝ่ายปกครองหรือกษัตริย์ถูกแยกห่างออกจากฝ่ายถูกปกครองคือประชาชนมากเกินไปจนกลายเป็นชนชั้นหนึ่งอีกต่างหาก ซึ่งแตกต่างจากการปกครองระบบบิดาและบุตรมาก ประกอบกับชนชั้นปกครองระดับรองลงมา อันได้แก่ มูลนายต่าง ๆ ช่องทางการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต เกิดการกดขี่ทารุณและคดโกงขึ้น ตำแหน่งพระมหากษัตริย์กลายเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจและอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งพึงปรารถนาในทางโลก ผู้ใดยึดครองตำแหน่งย่อมได้มาทั้งอำนาจและอภิสิทธิ์ต่างๆ ดุจเทพเจ้า
          ฉะนั้นตลอดระยะเวลาอันยาวนานของการปกครองใต้ระบบเทวสิทธิ์ ได้มีการช่วงชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งทำให้เป็นมูลเหตุไปสู่ความอ่อนแอ และต้องสูญเสียเอกราชให้แก่ข้าศึกไปถึงสองครั้งสองครา ซึ่งประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาจะยืนยันข้อความจริงดังกล่าวได้ดี เหตุการณ์เช่นนี้มิได้มีปรากฏในสมัยสุโขทัย ซึ่งถือการปกครองระบบบิดากับบุตร เพราะตำแหน่งกษัตริย์เป็นเพียงเสมือนตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น  เมื่อคนที่ได้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสิ้นไป คนใหม่ที่มีอาวุโสรองลงไปจะเข้ารับหน้าที่แทน มิได้ถือว่าเป็นตำแหน่งพิเศษเปี่ยมด้วยอภิสิทธิ์ดังระบบเทวสิทธิ์

ที่มา; http://nucha.chs.ac.th/1.4.htm

การปกครองสมัยสุโขทัย

       อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดคือสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีอาณาเขตทิศเหนือจรดเมืองลำพูน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดเทือกเขาดงพญาเย็นและภูเขาพนมดงรัก ทิศตะวันตกจรดเมืองหงศาวดี ทางใต้จรดแหลมมลายู มีกษัตริย์ปกครองเป็นเอกราชติดต่อกันมา 6 พระองค์อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้น ของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสมัยพญาไสลือไท โดยทำสงครามปราชัยแก่  พระบรมราชาที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 1921  และราชวงศ์พระร่วงยังคงปกครองในฐานะประเทศราชติดต่อกันมาอีก 2 พระองค์ จนสิ้นราชวงศ์ พ.ศ.1981 
       ลักษณะการปกครองของสมัยสุโขทัย เป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรหรือการปกครองคนในครอบครัว คือพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อ หรือข้าราชการบริพารเปรียบเสมือนลูกหรือคนในครอบครัวทำการปกครองลดหลั่นกันไปตามลำดับ ศาสตราจารย์  James N. Mosel  ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการปกครองของไทยในสมัยกรุงสุโขทัยไว้ว่า มีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ มีลักษณะเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกกับการดำเนินการปกครองแบบหัวเมืองขึ้น 
       สำหรับการปกครองแบบบิดากับบุตรนี้ในปาฐกถาของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องลักษณะการปกครองประเทศสยาม  แต่โบราณได้อธิบายไว้ว่าวิธีการปกครองในสมัยสุโขทัยนั้น นับถือพระเจ้าแผ่นดินอย่างบิดาของประชาชนทั้งปวงวิธีการปกครองเอาลักษณะการปกครองสกุลมาเป็นคติ เป็นต้น บิดาปกครองครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมกันเป็นบ้านอยู่ในปกครองของพ่อบ้าน ผู้อยู่ในปกครอง เรียกว่า ลูกบ้าน  หลายบ้านรวมกันเป็นเมืองถ้าเป็นเมืองขึ้นอยู่ในความปกครองของพ่อเมือง ถ้าเป็นประเทศราชเจ้าเมืองเป็นขุนหลายเมือง รวมกันเป็นประเทศที่อยู่ในความปกครองของพ่อขุน ข้าราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เรียกว่า ลูกขุน
       วิธีการปกครองของไทยเป็นอย่างบิดาปกครองบุตรยังใช้หลักในการปกครองประเทศไทยมาจนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำว่าปกครองแบบ พ่อปกครองลูก นี้มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง พระเจ้าแผ่นดินสมัยสุโขทัยตอนต้น ประชาชนมักใช้คำแทนตัวท่านว่า  พ่อขุน จนเมื่ออิทธิพลของขอมเข้ามาแทรกแซงก็ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่า พระยา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ ซึ่งเดิมเปรียบเสมือนพ่อกับลูกได้กลายสภาพเป็นข้ากับเจ้าบ่าวกับนายไป
       การปกครองสมัยสุโขทัยระยะแรก เป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่สุด ทรงปกครองดูแลราษฎรอย่างใกล้ชิดเหมือนพ่อปกครองลูก โดยเฉพาะสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ใดมีเรื่องเดือดร้อนก็สามารถเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพ่อขุนได้โดยตรง   รูปแบบของการปกครองในสมัยสุโขทัยตอนปลายเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) โดยพระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในด้านการปกครอง ผู้ปกครองได้นำหลักธรรมทางศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเรียกว่า ธรรมราชา หรือ ธรรมในการปกครอง

          การปกครองราชธานีและหัวเมืองต่าง ๆ แบ่งออกเป็น
          1. เมืองหลวงหรือราชธานี อาณาจักรสุโขทัยมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เมืองหลวงหรือราชธานีเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองดูแลเอง 
          2. หัวเมืองชั้นใน หรือเมืองลูกหลวง ตั้งอยู่รายรอบราชธานีทั้ง 4 ทิศ หัวเมืองชั้นในพ่อขุนจะแต่งตั้งพระญาติวงศ์ใกล้ชิดไปปกครอง
          3. หัวเมืองชั้นนอก หรือ เมืองพระยามหานคร ผู้ปกครองเมืองได้แก่ เจ้านายหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่พ่อขุนโปรดเกล้าฯ ให้ไปปกครองเมืองนั้น ๆ
          4. เมืองประเทศราช เมืองที่อยู่นอกอาณาจักร ชาวเมืองเป็นคนต่างชาติ พ่อขุนจะกำหนดให้เจ้านายของเมืองนั้น ๆ ปกครองกันเอง แต่ต้องถวายเครื่องราชบรรณาการต่อพระเจ้ากรุงสุโขทัยตามกำหนด
 การปกครองระบบบิดากับบุตรนี้พระมหากษัตริย์ในฐานะบิดาทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด ถ้าได้พิจารณาถ่องแท้แล้วก็จะเห็นว่า ถ้าผู้ปกครองประเทศคือพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎรเสมือนหนึ่งบุตรประชาชนก็ย่อมจะได้รับความผาสุกแต่ถ้าการปกครองดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้ากับเจ้าบ่าวกับนายสวัสดิภาพของประชาชนในสมัยนั้นก็น่าจะไม่มีความหมายอะไร อย่างไรก็ดีการที่จะใช้ระบบการปกครองอย่างใดจึงเหมาะสมนั้นนอกจากขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ต่างๆในแต่ละสมัยแล้วการเลือกใช้วิธีการปกครองระบบบิดากับบุตรในสมัยนั้นน่าจะถือเอาการปกครองประเทศเป็นนโยบายสำคัญ

ที่มา; http://nucha.chs.ac.th/1.4.htm

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รายงานผลการเลือกตั้ง ส.ส.54

      

       กกต.แถลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยพรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดที่ 265 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.รวม 159 คน ขณะที่บัตรเสียมากถึง 1.7 ล้านใบคิดเป็นร้อยละ 4.9
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยภาพรวมของการลงคะแนนการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อมีผู้มาใช้สิทธิ์ 35,203,107 คน คิดเป็นร้อยละ 75.03 มีบัตรเสียจำนวน 1, 726,051 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.9 ส่วนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,052 ใบ ฉบับคิดเป็นร้อยละ 2.72
       การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีผู้มาใช้สิทธิ 35,119,885 คนคิดเป็นร้อยละ 74.85 มีบัตรเสียจำนวน 2,039,694 ใบ คิดเป็นร้อยละ 5.79 ส่วนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 ใบคิดเป็นร้อยละ 4.03 ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 50 พบว่ามีน้อยกว่า ขณะที่จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดยังเป็นจังหวัดลำพูนร้อยละ 88.61 รองลงมาจังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 83.13 และ จังหวัดตรัง ร้อยละ 82.65
สำหรับขั้นการประกาศรับรองผล กกต.จะทยอยประกาศผลผู้ได้รับเลือกตั้งในกรณีที่ไม่มีการร้องเรียนภายใน 7 วัน แต่หากมีเหตุอันเชื่อว่า มีการทุจริตจะสืบสวนสอบสวนภายใน 30 วันก่อนประกาศรับรองผลทั้งนี้หากมีการพิจารณาตัดสิทธิผู้สมัครก่อนประกาศรับรองจะต้องใช้มติ กกต. 4 ใน 5 คน หากหลังประกาศผลต้องใช้มติเสียงข้างมาก และ หากเกิน 30 วันจะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้วินิจฉัยต่อไป
       ขณะที่เรื่องร้องเรียนคัดค้านมีทั้งหมด 207 เรื่องแบ่งเป็นใส่ร้ายป้ายสี 71 เรื่อง, หาเสียงไม่เป็นไปตามกฎหมาย 32 เรื่อง, ให้เงิน หรือ ผลประโยชน์ 57 เรื่อง, เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง 36 เรื่อง และ จัดเลี้ยงมหรสพ 11 เรื่อง
       สำหรับผลการนับคะแนนจำนวน ส.ส.อย่างเป็นทางการทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต พรรคเพื่อไทยได้จำนวนทั้งสิ้น ส.ส. 265 คน แบ่งเป็นบัญชีรายชื่อ 61 คน แบบแบ่งเขต 204 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนทั้งสิ้น ส.ส.159 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 44 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 115 คน
ส่วนพรรคอื่น ๆ พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.รวม 34 คนแบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน ส.ส.แบบแบ่งเขต 29 คน , พรรคชาติไทยพัฒนาได้ ส.ส.รวม 19 คนแบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน และแบบแบ่งเขต 15 คน, ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.รวม 7คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 5 คน , พรรคพลังชลได้ ส.ส.รวม 7 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 6 คน ,พรรคมาตุภูมิได้ ส.ส.รวม2 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 1 คน
       ส่วนพรรคที่ได้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อประกอบด้วย พรรครักประเทศไทยได้ ส.ส. 4 คน,
 พรรครักษ์สันติ ได้ ส.ส. 1 คน , พรรคมหาชนได้ ส.ส.1 คน และ พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ ส.ส. 1 คน

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพลงรณรงค์การเลือกตั้ง1

เพลงรณรงค์การเลือกตั้ง2

การเลือกตั้งส.ส. 3 กรกฎาคม 2554

      การเลือกตั้งส.ส. 3 กรกฎาคม 2554
       การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 9ตั้งแต่เวลา08.00-15.00น. ตามความในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ซึ่งให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเสียตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 375 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 125 คน  ส.ส. แบบแบ่งเขตในครั้งนี้มีรูปแบบการลงคะแนนเป็นแบบ "เขตเดียวเบอร์เดียว" หรือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง สามารถเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี พ.ศ. 2550 นั้นเป็นแบบ "เขตเดียวสามเบอร์" หรือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง สามารถเลือกผู้สมัครได้จำนวน 1-3 คน ตามขนาดของการแบ่งเขตพื้นที่

       ปฏิทินเลือกตั้ง
วันที่ 19-23 พ.ค. 54 รับสมัครแบบบัญชีรายชื่อ
วันที่ 24-28 พ.ค. 54 รับสมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
วันที่ 12 มิ.ย. 54 วันสุดท้ายประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
วันที่ 2 มิ.ย. 54 วันสุดท้ายลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตจังหวัด
วันที่ 13-17 มิ.ย. 54 ลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง
วันที่ 17-26 มิ.ย. 54 ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร
วันที่ 22 มิ.ย. 54 วันสุดท้ายเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ
วันที่ 26 มิ.ย. 54 วันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และในเขตเลือกตั้ง
วันที่ 25 มิ.ย. 54 วันสุดท้ายแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
วันที่ 10 ก.ค. 54 วันสุดท้ายแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน
3 ก.ค. 54 วันเลือกตั้ง ส.ส.

       ขั้นตอนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.
1 ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือ จากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งไปยังเจ้าบ้าน
2 ยื่นบัตรประชาชน และลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
3 ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งพร้อมรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
4 เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในช่องทำเครื่องหมาย
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต เลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกพรรคการเมืองได้เพียง  พรรคเดียว
- หากไม่ต้องการเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน
5 พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 บัตรให้เรียบร้อยและใส่บัตรทีละบัตรลงใน   หีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทด้วยตนเอง
      ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
1 ผู้มีสัญชาติไทย (ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า         5 ปี
2 มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง 
3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
4 ไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
* เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
* อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
* ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
* วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

       ก่อนตัดสินใจกากบาท x ลงคะแนน จะพิจารณาอย่างไร
       ส.ส.แบบแบ่งเขต   เลือกคนที่รัก คนเดียวในดวงใจ ควรมีลักษณะ เช่น
1  เป็นคนดี มีความสามารถ มีประวัติส่วนตัว และผลงานที่ผ่านมาดีเป็นที่ยอมรับ กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม                                                                                                                                          
2 มีคุณธรรม และความเสียสละไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม    ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
3 มีความรู้ความสามารถ คือรู้ปัญหา รู้หน้าที่ และมีแนวคิด หรือข้อเสนอในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน มีความเป็นไปได้
4 มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย คือ มีเหตุผล ไม่ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ เคารพมติเสียงส่วนใหญ่ รับฟังความเห็นของเสียงส่วนน้อย
5 มีการหาเสียงหรือแนะนำตัวอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎกติกาการเลือกตั้ง
        ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ   เลือกพรรคที่ชอบ พรรคเดียวที่เราวางใจพรรคการเมืองที่ดี ควรมีลักษณะ เช่น
1 มีนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของประชาชน และมีแนวทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้
2 ระบบบริหารของพรรคยึดหลักการประชาธิปไตย
3 มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
4 ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
5 เป็นพรรคที่รวมคนทุกกลุ่มในสังคมเป็นสมาชิกไม่ใช่ยึดติดเพียง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
     
       การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
1 มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
2 เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้
3 พิการ หรือสูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
4 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
5 มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กม.
6 มีเหตุสุดวิสัยอื่นที่ กกต.กำหนด
       วิธีการแจ้งเหตุ ระหว่างก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน จนถึงหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน
1 กรอกแบบฟอร์มหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ (ส.ส. 28) โดยระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน
2 แนบหลักฐานเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
3 ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ใน   ทะเบียนบ้าน  ได้ 3 วิธีการ คือ
  (1) ยื่นด้วยตนเอง
  (2) มอบหมายบุคคลอื่นไปยื่นแทน
  (3) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
       ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่แจ้งเหตุ เสียสิทธิ 3 ประการ
1 เสียสิทธิการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
2 เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.
3 เสียสิทธิการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
สิทธิทั้ง 3 ประการ จะได้กลับคืนมาเมื่อไปใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือท้องถิ่น

       ใบเหลือง ใบแดง คืออะไร
เพื่อให้เข้าใจง่าย จึงขอเปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล เมื่อกรรมการให้ “ใบเหลือง”นักฟุตบอล แปลว่านักฟุตบอลคนนั้นเล่นผิดกติกา แต่ยังไม่ถึงกับไล่ออกจากสนามยังให้เล่นต่อไปได้
ถ้าให้ “ใบแดง” แปลว่า นักฟุตบอลคนนั้นทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง ต้องไล่ออกจากสนาม กฎหมายเลือกตั้งทุกประเภทก็กำหนดกติกาการเลือกตั้งไว้คล้ายๆ กับกติกากีฬาฟุตบอล ดังนี้
        การให้ใบเหลือง แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด หมายความว่า กกต.     เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้น เช่น การซื้อสิทธิ-    ขายเสียง การแจกเงิน สิ่งของ เป็นต้น โดยเป็นการทุจริตที่แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครได้เป็นคนกระทำด้วยตนเองหรือเป็นผู้รู้เห็นการกระทำนั้น แต่ก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตดังกล่าว กกต. จึงลงโทษด้วยการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองยังคงเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้
        การให้ใบแดง แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายความว่า กกต. เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นเดียวกับกรณีการให้ใบเหลือง            แต่ต่างกันตรงที่ว่าผู้สมัครเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนรู้เห็นการทุจริตนั้น จึงมีผลต้องถูก    เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1  ปี และหากผู้นั้นได้รับคะแนนเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่       จะได้รับการเลือกตั้ง ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แทน โดยผู้ถูกเพิกถอนสิทธินั้น      จะไม่มีสิทธิลงสมัคร ทั้งยังถูกดำเนินคดีอาญา และต้องชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่ด้วย

       ข้อห้ามกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
1 ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมการซื้อเสียง
2 ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
3 ห้ามหาเสียงและห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
4 ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
5 ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนียวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
6 ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
7 ห้ามฉีกบัตรเลือกตั้ง หรือทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
8 ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้วด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด
9 ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
10 ห้ามเผยแพร่หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง(โพลล์) ในระหว่าง 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง (เวลา 15.00 น.)

อ้างอิงแหล่งที่มา;http://guideubon.com/news/view.php?t=75&s_id=93&d_id=93

การเมืองภาคประชาชน

การเมืองภาคประชาชน


       ประชาชนคือองค์ประกอบหนึ่งของการเมือง มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองในฐานะเจ้าของสิทธิ เมื่อมีการเลือกตั้งประชาชนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิของตนเองโดยผ่านการลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทน(สส) ตัวแทนผู้ได้รับฉันทามติให้เป็นผู้ใช้สิทธิแทนประชาชนจะนำเอาสิทธิที่ได้รับมา ไปแสดงออกทางการเมืองนั่นก็คือการบริหารประเทศและปกป้องผลประโยชน์ชาติ
        การเมืองภาคประชาชนคือองค์ประกอบทางการเมือง(จะเรียกว่าองค์ประกอบใหม่ที่เกิดขึ้นก็ได้) ที่กำเนิดขึ้นควบคู่ไปกับการมอบสิทธิแก่ตัวแทน(สส) เพราะการเมืองระบบตัวแทนทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ไม่อาจพึ่งพาการเมืองแบบนี้ได้มากนักความจริงการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นมานานแล้ว เกิดมาพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เลยที่เดียว แต่อาจมีภาพที่ไม่ชัดเจนและประชาชนยังไม่ตื่นตัวกันมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะยังเป็นช่วงเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านการเมืองการปกครอง ที่ชัดเจนพอที่จะหยิบยกมากล่าวถึงก็คือเหตุการณ์เดือนตุลาคม ปี16-19 ถัดมาก็เป็นพฤษภาทมิฬ ปี35 และล่าสุดก็คือปรากฏการณ์เหลือง-แดง
        การรวมตัวกันทางการเมืองของภาคประชาชน ถือเป็นการรวมตัวกันเพื่อตรวจสอบการนำสิทธิของประชาชนไปใช้ว่า เป็นไปโดยถือประโยชน์ชาติตามที่ได้ให้พันธสัญญาต่อประชาชนหรือไม่ การรวมตัวกันทางการเมืองของภาคประชาชน ไม่ว่ากลุ่มใดก็ตาม ล้วนก่อรูปก่อร่างขึ้นโดยมีเงื่อนไขทั้งสิ้น หาได้เกิดขึ้นมาลอยๆแล้วเลือนหายไปดั่งสายลมไม่ หากแต่ทุกกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนล้วนมีปัจจัยในเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ปัจจัยที่ว่านี้มีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ปัจจัยภายในก็ได้แก่ ชั้นสูงหรือชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง นักธุรกิจ นักวิชาการ ทหาร ตำรวจ และอื่นๆ ส่วนปัจจัยภายนอกก็ได้แก่ กลุ่มทุนข้ามชาติ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยพอสมควร นอกจากนั้นยังเป็นกลุ่มองค์กรเอกชนบางแห่งที่ได้รับทุนจากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรต่อการเมืองไทย และการเมืองภาคประชาชนทั้งสิ้น
       ช่วงเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในระยะ3-4 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นยุคการเมืองภาคประชาชนเบ่งบานที่สุด ดังนั้นจึงมีคำถามมากมายพุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนว่า ความเหมาะสม ความชอบธรรม ของการเมืองภาคประชาชนที่เป็นที่ยอมรับในฐานะเป็นศูนย์กลางของความจริง เกิดขึ้นแล้วหรือยังถ้าคิดว่าเกิดขึ้นแล้ว..อะไรคือหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วถ้ายังไม่เกิด..การเมืองภาคประชาชนจะเดินไปในทิศทางไหน วางตนอยู่ตรงจุดใด จึงจะเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของข้อเท็จจริง และเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ
       อย่างไรก็ดี การเมืองไทยที่อยู่ในสภาพบิดเบี้ยวอย่างในปัจจุบัน การเมืองภาคประชาชนแม้จะยังไม่แจ่มชัดนักในเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แต่การเมืองภาคประชาชนก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เราไม่อาจปล่อยให้นิยามคำว่าผลประโยชน์ชาติเลื่อนลอยอยู่ในมือนักการเมืองเพียงลำพังได้อีกแล้ว
การดำรงอยู่และดำเนินไปของการเมืองภาคประชาชน น่าจะยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการเป็นเครื่องมือตรวจสอบ ถ่วงดุล กับนักการเมืองในระบบตัวแทนอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีต้นทุนทางจริยธรรมไม่มากนัก ขณะเดียวกันการเมืองภาคประชาชนยังสามารถถ่วงดุลกับกลไกตลาดเสรีในระบบทุนนิยมสามานย์อย่างในปัจจุบัน

อ้างอิงแหล่งที่มา;http://www.oknation.net/blog/plardeakdee/2010/11/09/entry-1